Black Ribbon Top Right ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

ศูนย์วิทยบริการเพื่อส่งเสริมการเกษตร

10

เรื่องล่าสุด

กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมกับ คณะเกษตรมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ขอเชิญชวนเกษตรกร และผู้สนใจ ร่วมเรียนรู้วิธีฟื้นฟูพืชหลังน้ำท่วม การดูแลระบบราก และการป้องกันโรคพืช เพื่อให้พืชกลับมาแข็งแรง พร้อมเดินหน้าสู่การผลิตอีกครั้ง ข้อมูล 14/10/2569

รับสมัครและคัดเลือก เกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) โครงการพัฒนาเกษตรกรสู่เกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) คุณสมบัติผู้สมัคร เอกสารการสมัคร กิจกรรม เวทีที่ 1 พัฒนาศักยภาพเกษตรกร (ระยะเริ่มต้น) เวทีที่ 2 ต่อยอดการทำงานและประเมินผล (ระยะต่อยอด) หัวข้อการเรียนรู้ การรับสมัครสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเกษตรจังหวัด/สำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่ ที่มา

ศูนย์วิศวกรรมเกษตร ช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยน้ำท่วม ด้วยงานบริการซ่อมเครื่องจักรกลเกษตร และงานปรับปรุงระบบการให้น้ำพืช งานบริการซ่อมเครื่องจักรกลเกษตรบำรุงรักษา ซ่อมแซม ให้กลับมาใช้งานอย่างปลอดภัยและรวดเร็ว ขั้นตอนการให้บริการ ผลที่เกษตรกรได้รับ งานปรับปรุงระบบการให้น้ำพืชตรวจประเมิน ซ่อมแซม และปรับปรุงระบบให้น้ำให้กลับมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขั้นตอนการให้บริการ ผลที่เกษตรกรได้รับ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม : ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านวิศวกรรมเกษตร จังหวัดชัยนาทhttps://www.facebook.com/profile.php?id=100023915537210 ข้อมูล : 14/10/2569

วิธีจัดการวัชพืชในสวนช่วงหน้าฝน 1.สำรวจและรู้จักวัชพืชในสวนวัชพืชมีหลายประเภท ทั้งวัชพืชใบเลี้ยงเดี่ยวและใบเลี้ยงคู่ บางชนิดโตเร็วและแตกหน่อได้ง่าย ระบบรากใต้ดินแข็งแรง รากลึกและวัชพืชบางชนิดขยายพันธุ์ด้วยเหง้า อาจต้องถอนและขุดรากออก 2.ถอนวัชพืชออกด้วยมือหรือเครื่องมือเช่น จอบ คราด เป็นวิธีที่ปลอดภัยและเหมาะกับพื้นที่ขนาดเล็กถึงกลาง ควรถอนรากถอนโคน เพื่อป้องกันไม่ให้วัชพืชงอกช้ำ แต่ควรเลือกถอนในช่วงที่ดินไม่เปียกชุ่มเกินไป เพื่อให้ถอนง่ายและไม่ทำลายโครงสร้างดิน 3.การคลุมดินเช่น ฟางข้าว ใบไม้แห้ง หรือพลาสติกคลุมดิน จะช่วยลดการงอกของวัชพืชเพราะวัสดุคลุมดิน จะบล็อกแสงที่วัชพืชต้องการในการงอก นอกจากนี้ยังช่วยรักษาความชื้นในดินและลดการระเหยของน้ำทำให้พืชหลักเจริญเติบโตดีขึ้นด้วย

แนวทางปฏิบัติหลังน้ำท่วม “พืชไร่ มะพร้าว ปาล์มน้ำมัน กาแฟ พริกไทย ขมิ้นชัน ยางพารา” การดูแลแปลงเกษตรให้ฟื้นตัวอย่างถูกวิธี หลายพื้นที่เริ่มมีน้ำลดลงแล้ว แต่ปัญหาที่ตามมาคือความชื้นสะสม ดินแน่น และโรคพืชจากเชื้อรา เพื่อให้ผลผลิตกลับมาฟื้นตัวได้ไว แนะนำแนวทางสำคัญดังนี้ ที่มา : กลุ่มพัฒนาสื่อส่งเสริมการเกษตร สำนักพัฒนาการถ่ายทอดเทคโนโลยี กรมส่งเสริมการเกษตร เข้าดูข้อมูลเพิ่มเติม :

Bacterial Leaf Blight Diseaseโรคขอบใบแห้งสามารถแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว ในสภาพที่มีฝนตกชุก หรือความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศสูง สาเหตุและแหล่งที่พบการระบาดบ่อยครั้ง สาเหตุและแหล่งที่พบสาเหตุ : เชื้อแบคทีเรีย Xanthomonas oryzae pv. oryzae (ex Ishiyama) Swings et al. แหล่งที่พบระบาดบ่อยครั้ง : นาน้ำฝนและนาชลประทาน

เพลี้ยอ่อน ศัตรูสำคัญในพืชผัก ลักษณะทั่วไป วงจรชีวิตเพลี้ยอ่อนสามารถสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศได้หลายรุ่นในช่วงเวลาอันสั้น จึงเพิ่มจำนวนและแพร่ระบาดได้รวดเร็ว ชนิดเพลี้ยอ่อนที่พบในพืชผัก เพลี้ยอ่อนฝ้าย (Aphis gossypii)พบในพริก มะเขือ แตงกวา ถั่วฝักยาว และพืชผักหลายชนิด เพลี้ยอ่อนผัก (Lipaphis erysimi)พบในพืชตระกูลกะหล่ำ เช่น คะน้า กะหล่ำปลี บรอกโคลี เพลี้ยอ่อนถั่ว (Aphis

โรคใบขีดสีน้ำตาล (Narrow Brown Leaf Spot) เกิดจากเชื้อรา Cercospora oryzae มักพบในนาข้าวระยะแตกกอ อาการคือใบมีแผลสีน้ำตาลเป็นขีดขนานไปกับเส้นใบ ลักษณะอาการของโรคแผลขีดสีน้ำตาลแคบ ๆ ยาวไปตามเส้นใบข้าว การระบาดรุนแรงแผลขยายตัวทำให้ใบแห้งตาย ผลกระทบส่งผลกระทบต่อการสังเคราะห์แสง ปัจจัยที่ทำให้เกิดการระบาด วิธีป้องกันและจัดการ การเตรียมตัวก่อนปลูกและเทคนิคการจัดการแปลง คลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยเชื้อไตรโคเดอร์มาอัตราส่วนการใช้งานไตรโคเดอร์มา ไม่ปลูกข้าวหนาแน่นจนเกินไป การป้องกันและควบคุมในช่วงการเจริญเติบโตฉีดพ่นไตรโคเดอร์มา 3

โรคไหม้ข้าว (Rice Blast)

โรคไหม้ข้าว (Rice Blast) เกิดจากเชื้อรา Pyricolaria oryzae ลักษณะอาการ : เริ่มจากจุดสีน้ำตาลเล็ก ๆ บนใบ แล้วขยายเป็นรูปตาหรือกระสวยตรงกลางสีเทา ขอบสีน้ำตาล หากเป็นที่ข้อต่อใบหรือคอรวง จะทำให้รวงแห้งหัก (โรคคอรวงเน่า) ปัจจัยที่เอื้อต่อการเกิดโรค 1.สภาพอากาศที่เหมาะสม : อุณหภูมิกลางคืนเย็นประมาณ 20-25°C อากาศร้อนในตอนกลางวัน

แนวทางการปฏิบัติหลังน้ำท่วมปาล์มน้ำมัน 1.การจัดการพื้นที่ 2.ระวังการย่ำดิน 3.หากต้นปาล์มล้มเอียง 4.เมื่อดิน/ทราย ทับถมที่โคนต้น 5.หากตรวจพบต้นปาล์มตาย 6.วิธีฟื้นฟู *ปาล์มน้ำมันที่ให้ผลผลิตแล้ว ข้อมูล : กันยายน 2569

แผ่นพับที่ 8/2568 หนอนกระทู้หอม

แผ่นพับที่ 8/2568 หนอนกระทู้หอม

แผ่นพับ 8/2568 หนอนกระทู้หอม ชื่อสามัญ Beet armywormชื่อวิทยาศาสตร์ Spodoptera exigua (Hübner)ชื่อวงศ์ Noctuidae หนอนกระทู้หอมเป็นแมลงศัตรูที่สำคัญในการสร้างความเสียหายกับพืชผัก และไม้ดอกหลายชนิด พบการระบาดได้ตามแหล่งปลูกทั่วประเทศ หนอนกระทู้หอมมีความต้านทานต่อสารเคมีกำจัดแมลงได้หลายชนิด และชอบหลบซ่อนตัวส่งผลให้การป้องกันกำจัดเป็นไปได้ยาก และการระบาดจะรุนแรงมากในช่วงฤดูร้อน พืชอาหารผักตระกูลกะหล่ำทุกชนิด เช่น ผักคะน้า กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก ผักกาดขาวปลี ผักกาด เขียวปลีผักกาดหัว เป็นต้น นอกจากนี้ยังทำลายพืชผักชนิดอื่น ๆ ได้แก่ หอมแดง หอมหัวใหญ่ หน่อไม้ฝรั่ง กระเจี๊ยบเขียว พริก องุ่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง กุหลาบ ดาวเรือง และกล้วยไม้ เป็นต้น รูปร่างลักษณะตัวเต็มวัยเพศเมียจะวางไข่ในตอนหัวค่ำใต้ใบพืชเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ไข่ปกคลุมด้วยขนสีน้ำตาลอ่อนหรือสีขาว จำนวนไข่ 20-80 ฟองขึ้นไป เมื่อไข่ฟักเป็นหนอนระยะแรก มักอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม แทะกินผิวใบด้านล่าง และอยู่รวมกัน จะแยกกันอยู่เพราะตัวโตขึ้น หนอนมีผิวเรียบมัน มีแถบสีขาวข้างลำตัวยาวจากส่วนอกถึงส่วนปลายสุดของลำตัวทั้งสองข้าง และมีหลายสีขึ้นอยู่กับพืชอาหา

แผ่นพับ 9/2568 จักจั่นในอ้อย

แผ่นพับ 9/2568 จักจั่นในอ้อย

แผ่นพับ 9/2568 จักจั่นในอ้อย ชื่อสามัญ : Cicadaชื่อวิทยาศาสตร์ : Platypleura cespiticola Boulardชื่อวงศ์ : Cicadidae จักจั่นอ้อย เดิมเป็นแมลงศัตรูป่าไม้ เมื่อป่าไม้ถูกทำลาย ระบบนิเวศเสียสมดุล พืชอาหารลดลง ทำให้จักจั่นออกมาทำลายพืชเศรษฐกิจ เช่น อ้อย ข้าวโพดและพืชตระกูลหญ้า พบการระบาดส่วนมากในพื้นที่ปลูกอ้อยภาคกลางในจังหวัดสุพรรณบุรี อ่างทอง สิงห์บุรี ราชบุรี และกาญจนบุรี โดยสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว หากไม่มีการป้องกันกำจัดจะสร้างความเสียหายกับต้นอ้อยและส่งผลให้ผลผลิตอ้อยลดลงเป็นอย่างมาก รูปร่างลักษณะการเจริญเติบโตของจักจั่นเป็นแบบไม่สมบูรณ์ คือ ระยะตัวอ่อนมีรูปร่างลักษณะเช่นเดียวกับตัวเต็มวัย ต่างกันที่ตัวอ่อนในระยะแรกไม่มีปีก เมื่อลอกคราบ ปีกจะค่อย ๆ ยาวออก ส่วนท้องมีลักษณะทรงกระบอกสีน้ำตาลเข้มถึงสีดำ ด้านล่างท้องปล้องแรกมีแผ่น operculum สีเหลืองปิดทับอวัยวะทำเสียงในเพศผู้ เพศเมีย แม้ไม่มีอวัยวะที่ใช้ส่งเสียง แต่ก็มีแผ่นเช่นกัน โดยมีขนาดสั้นกว่า เพศเมียมีลำตัวเล็กกว่าและปลายส่วนท้องเรียวเล็กเป็นรูปกรวย หัวหัวสั้น กว้างเท่ากับอกปล้องที่ 2 หน้าผากและแก้มมีสีเหลืองกระจายอยู่บนสีดำ

เพลี้ยกระโดดหลังขาว (แผ่นพับ)

เพลี้ยกระโดดหลังขาว (แผ่นพับ)

แผ่นพับ 7/2568 เพลี้ยกระโดดหลังขาว ชื่อสามัญ whitebacked planthopper, WBPHชื่อวิทยาศาสตร์ Sogatella furcifera (Horvath)ชื่อวงศ์ Delphacidae เพลี้ยกระโดดหลังขาว ตัวเต็มวัยเข้ามาในแปลงข้าวช่วง 30 วันแรกหลังจากเป็นต้นกล้า โดยจะอาศัยอยู่บริเวณโคนต้นข้าว ใน 1 ฤดูปลูกสามารถเจริญเติบโตขยายพันธุ์ได้น้อยชั่วอายุกว่าเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และชอบดูดกินน้ำเลี้ยงบนต้นอ่อนข้าว และขยายพันธุ์เป็นพวกปีกยาว จากนั้นจะอพยพออกจากแปลงข้าวก่อนที่ข้าวจะออกดอก เพลี้ยกระโดดหลังขาวพบเป็นแมลงประจำท้องถิ่นในภาคเหนือตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากกว่าภาคกลาง รูปร่างลักษณะ ลักษณะการทำลายตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากโคนกอข้าว ใบจะมีสีเหลืองส้ม เมื่อมีปริมาณเพลี้ยมาก ต้นข้าวจะถูกทำลายจนเหี่ยวแห้งและตายในที่สุด การระบาดค่อนข้างกระจายสม่ำเสมอเป็นพื้นที่กว้าง ซึ่งแตกต่างจากเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลที่การระบาดทำลายข้าวจะเป็นหย่อม ๆ พบระบาดตั้งแต่ระยะกล้าจนถึงระยะออกรวง วิธีการป้องกันกำจัด 1.การเขตกรรม 2.การใช้วิธีกลหมั่นสำรวจแปลงนา ตรวจนับเพลี้ยกระโดดหลังขาวและแมลงศัตรูธรรมชาติอย่างสม่ำเสมอ หากพบกลุ่มไข่ให้เก็บไปทำล

เพลี้ยกระโดดหลังขาว (clip video)

เพลี้ยกระโดดหลังขาว (clip video)

เพลี้ยกระโดดหลังขาว (clip video) เพลี้ยกระโดดหลังขาวตัวเต็มวัยเข้ามาในแปลงข้าวช่วง 30 วันแรกหลังจากเป็นต้นกล้า โดยจะอาศัยอยู่บริเวณโคนต้นข้าว ใน 1 ฤดูปลูกสามารถเจริญเติบโตขยายพันธุ์ได้น้อยชั่วอายุกว่าเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และชอบดูดกินน้ำเลี้ยงบนต้นอ่อนข้าว และขยายพันธุ์เป็นพวกปีกยาว จากนั้นจะอพยพออกจากแปลงข้าวก่อนที่ข้าวจะออกดอก เพลี้ยกระโดดหลังขาวพบเป็นแมลงประจำท้องถิ่นในภาคเหนือตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากกว่าภาคกลาง เรียบเรียง : กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตรจัดทำโดย : กลุ่มพัฒนาสื่อส่งเสริมการเกษตร สำนักพัฒนาการถ่ายทอดเทคโนโลยี กรมส่งเสริมการเกษตร มีนาคม : 2569

เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล (clip video)

เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล (clip video)

เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลสามารถระบาดได้ตั้งแต่ช่วงข้าวระยะกล้าอายุประมาณ 1 – 20 วัน หากสภาพแวดล้อมเหมาะสม แต่จะพบการระบาดมากในช่วงข้าวระยะแตกกอ อายุประมาณ 30 – 50 วัน ระยะตั้งท้อง จนถึงระยะออกรวง อายุประมาณ 50 – 90 วัน ซึ่งเป็นช่วงอายุข้าวที่ต้องมีการป้องกันและเฝ้าระวังเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลมากที่สุด เรียบเรียง : กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตร จัดทำโดย : กลุ่มพัฒนาสื่อส่งเสริมการเกษตร สำนักพัฒนาการถ่ายทอดเทคโนโลยี กรมส่งเสริมการเกษตร เรียบเรียง : กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตรจัดทำโดย : กลุ่มพัฒนาสื่อส่งเสริมการเกษตร สำนักพัฒนาการถ่ายทอดเทคโนโลยี กรมส่งเสริมการเกษตร มีนาคม : 2569