แผ่นพับ 6/2568 เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล
ชื่อสามัญ Brown planthopper, BGH)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Nilaparvata lugens (Stål)
ชื่อวงศ์ Delphacidae
เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลสามารถระบาดได้ตั้งแต่ช่วงข้าวระยะกล้าอายุประมาณ 1 – 20 วัน หากสภาพแวดล้อมเหมาะสม แต่จะพบการระบาดมากในช่วงข้าวระยะแตกกอ อายุประมาณ 30 – 50 วัน ระยะตั้งท้อง จนถึงระยะออกรวง อายุประมาณ 50 – 90 วัน ซึ่งเป็นช่วงอายุข้าวที่ต้องมีการป้องกันและเฝ้าระวังเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลมากที่สุด
โดยทั่วไปพืชอาหารของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ได้แก่ ข้าว ข้าวป่า หญ้าชนิดต่าง ๆ
รูปร่างลักษณะ
- ไข่ มีลักษณะรูปกระสวยโค้งคล้ายกล้วยหอม มีสีขาวขุ่น ส่วนใหญ่วางไข่ที่กาบใบข้าวหรือเส้นกลางใบ โดยวางไข่เป็นกลุ่มเรียงแถวตามแนวตั้งฉากกับกาบใบข้าว บริเวณที่วางไข่จะมีรอยซ้ำเป็นสีน้ำตาล
- ตัวอ่อน มี 5 วัย โดยจะมีการลอกคราบ 5 ครั้ง เพื่อเป็นตัวเต็มวัย ภายในระยะเวลา 16-17 วัน ซึ่งเป็นระยะที่เริ่มเข้าทำลายต้นข้าว
ตัวเต็มวัย มีรูปร่าง 2 ลักษณะ คือ
ชนิดปีกยาว (macropterous form)
- วางไข่ได้ประมาณ 100 ฟอง โดยชนิดนี้สามารถเคลื่อนย้ายและอพยพไปในระยะทางใกล้และไกล โดยอาศัยกระแสลมช่วย
ชนิดปีกสั้น (bracrypterous form)
- วางไข่ได้ประมาณ 300 ฟอง โดยตัวเต็มวัยเพศเมีย มีขนาด 4-4.5 มิลลิเมตร เพศผู้มีขนาด 3.5-4 มิลลิเมตร มีชีวิตประมาณ 2 สัปดาห์ หรือประมาณ 10-15 วัน โดยเพศผู้มีอายุเฉลี่ย 13 วัน เพสเมียมีอายุเฉลี่ย 15 วัน
ในหนึ่งฤดูปลูกข้าว เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลสามารถเพิ่มปริมาณได้ 2-3 เท่าต่ออายุขัย
ลักษณะการทำลาย
- เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจะเข้าทำลายข้าว โดยการดูดกินน้ำเลี้ยงจากเซลล์ท่อน้ำอาหารบริเวณโคนต้นข้าวระดับเหนือผิวน้ำ ทำให้ต้นข้าวมีอาการใบเหลืองแห้งลักษณะคล้ายถูกน้ำร้อนลวก ส่งผลให้แห้งตายเป็นหย่อม ๆ เรียกว่า “อาการไหม้” (hopperburn) โดยจะพบอาการไหม้ในระยะข้าวแตกกอจนถึงระยะออกรวง
- นอกจากนี้ เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลยังเป็นพาหะนำเชื้อไวรัส โรคใบหงิก หรือ โรคจู๋ มาสู่ต้นข้าว ทำให้ต้นข้าวมีอาการแคระแกร็น ต้นเตี้ยใบสีเขียวแคบและสั้น ใบแก่ช้ากว่าปกติ ปลายใบบิดเป็นเกลียว และขอบใบแหว่งวิ่น
วิธีการป้องกันกำจัด
- การเขตกรรม
1.1 เลือกพันธุ์ต้นข้าวที่ต้านทานต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เช่น สุพรรณบุรี 1 พิษณุโลก 2 ชัยนาท 2 กข 31 กข 41 และ กข 47 เป็นต้น และไม่ควรปลูกพันธุ์เดียวกันเกิน 4 ฤดูปลูก
1.2 กำจัดวัชพืชรอบ ๆ แปลง เนื่องจากเป็นแหล่งอาศัยของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล
1.3 ไม่ขังน้ำในนาตลอดฤดูปลูก ควรควบคุมระดับน้ำในนาข้าวให้พอดินเปียก หรือมีน้ำเรี่ยผิวดินนาน 7-10 วัน แล้วปล่อยขังทิ้งไว้ให้แห้งเองสลับกันไปแบบ “เปียกสลับแห้ง” - การใช้วิธีกล
หมั่นสำรวจแปลงนา ตรวจนับเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและแมลงศัตรูธรรมชาติอย่างสม่ำเสมอ หากพบกลุ่มไข่ให้เก็บไปทำลายทันทีเพื่อช่วยลดการระบาด - การใช้วิธีฟิสิกส์ ใช้กับดักแสงไฟ เพื่อล่อตัวเต็มวัยของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลมาทำลาย ช่วยลดจำนวนของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล
- การใช้ชีววิธี
พ่นด้วยชีวภัณฑ์ชนิดใดชนิดหนึ่ง ต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นในช่วงที่มีความชื้นสัมพันธ์สูง และพ่นให้สัมผัสตัวแมลงมากที่สุด ดังนี้ เชื้อราบิวเวอเรีย อัตรา 250 กรัม เชื้อราเมตาไรเซียม อัตรา 250 กรัม - การใช้สารเคมี
ปัจจุบันสารเคมีที่ใช้ได้มีประสิทธิภาพสูง ได้แก่ กลุ่ม 9B ได้แก่ ไพมีโทรซีน กลุ่ม 29 ได้แก่ ฟลอมิคามิค
สารเคมีที่มีประสิทธิภาพรองลงมา ได้แก่
- กลุ่ม 1A ได้แก่ ไอโซโพคาร์บ ฟีโนบูคาร์บ
- กลุ่ม 2B ได้แก่ อีทีโพรล
- กลุ่ม 4A ได้แก่ ไดโนทีฟูแรน อิมิดาคลอพริด ไทอะมีโทแซม
- กลุ่ม 16 ได้แก่ บูโพรเฟซิน
สารเคมีที่ไม่แนะนำให้ใช้ในนาข้าว เนื่องจากทำให้เกิดการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเพิ่มขึ้น ได้แก่
- สารกลุ่ม 3A ในสารกลุ่มไพรีทรอยด์สังเคราะห์ เช่น แอลฟาไซเพอร์เมทริน ไซเพอร์เมทริน ไซแฮโลทริน เดคาเมทริน เอสเฟนแวเลอเรต เพอร์เมทริน ไตรอะโซฟอส ไซยาโนเฟนฟอส ไอโซซาไทออน ไฟริดาเฟนไทออน ควินาลฟอส และเตตระคลอร์วินฟอส เป็นต้น
ข้อมูล :
กรมการข้าว
กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตร
ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช จังหวัดชลบุรี กรมส่งเสริมการเกษตร
เรียบเรียง : กลุ่มส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนด้านอารักขาพืชและดินปุ๋ย กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตร
บรรณาธิการ&ออกแบบ : กลุ่มพัฒนาสื่อส่งเสริมการเกษตร สำนักพัฒนาการถ่ายทอดเทคโรโลยี กรมส่งเสริมการเกษตร


ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
